(สัมภาษณ์สมเดช อินทะวงษา ชาวไตลื้อ หลวงพระบาง 26 เม.ย. 69)
ฮ่อมเป็นพืชอายุหลายปี ปลูกครั้งหนึ่งแล้ว สามารถเก็บเกี่ยวได้หลายปี
มีอย่างน้อย 3 สายพันธุ์ คือ ดอกสีชมพู ดอกสีขาว และสีชมพูอ่อน โดย 2 พันธุ์แรก จะปลูกในที่ร่ม ดินชื้นๆ มีอินทรียวัตถุมาก ส่วนพันธุ์หลัง น่าจะปลูกกลางแจ้งได้
เมื่อต้นฮ่อมอายุได้พอควร ก็จะเกี่ยวฮ่อม (ใช้เคียว เพราะต้นค่อนข้างเหนียว) เอามาแช่น้ำในถัง แช่นาน 3 วัน จนใบเริ่มมีสีคล้ำ แล้วจึงคน กลับด้านบนลงล่าง ทิ้งไว้อีก 2 วัน จนใบกลายเป็นสีดำเข้ม (ถ้าอากาศหนาว อาจจะใช้เวลานานขึ้น) เมื่อได้ที่ ก็จะเอากากใบ-ต้นออก เหลือแต่น้ำสีเขียวมรกต เรียกว่า “น้ำแช่ฮ่อม”
ในช่วงที่รอ จะเตรียมน้ำหินปูน โดยไปเก็บหินบนภูเขา (น่าจะเป็นหินปูนประเภทหนึ่ง ซึ่งมี “ลายน้ำ” อยู่บนหิน) นำมากองเป็นอุโมง (กลวงตรงกลาง) แล้วจุดไฟเผา ต้องเผาอยู่ 3 วัน ให้หินปูนสุก ซึ่งจะมีน้ำหนักลดลงเหลือแค่ 1 ใน 3 ของหินปูนดิบ หินปูนที่ได้ จะต้องนำมาบดให้ละเอียดก่อน แล้วจึงนำไปแช่น้ำ สำหรับใช้ต่อไป
จากนั้น ก็นำน้ำหินปูนที่เตรียมไว้มาผสมกับน้ำแช่ฮ่อม (ปีระมาณหินปูนสุก 0.2 กก. ต่อน้ำแช่ฮ่อม 40 ลิตร) แล้วใช้ “กะตา” (ทำจากไม้ไผ่หรือหวาย) มา “ตำ” เพื่อให้เกิดฟอง (น่าจะเป็นการเติมอากาศให้กับส่วนผสม) โดยต้องตำจนกระทั่งได้ฟองสีฟ้าเข้ม จึงจะใช้ได้
ปล่อยส่วนผสมนี้ทิ้งไว้ประมาณ 2 วัน จะเกิดการตกตะกอน แยกออก 3 ส่วน ส่วนบน คือ ฟองสีน้ำเงิน, ตรงกลาง เป็นน้ำสีชา (น้ำตาล) ชาวบ้านจะเรียก “เยี่ยวฮ่อม” และข้างล่าง ที่เป็นตะกอนคือ “หัวเชื้อฮ่อม” ที่สามารถนำมาย้อม “ผ้าคราม” (ความหมายคือ ผ้าสีน้ำเงิน) ได้
หรือจะนำมาขยายหัวเชื้อ เรียก “ปรุงหม้อ” โดยใช้น้ำเยี่ยวฮ่อม 5 ลิตร ผสมกับหัวเชื้อฮ่อม 0.2 ลิตร แล้ว ใส่ “เหล้าสาโท” 3 ช้อนโต๊ะ ซึ่งเหล้าสาโทนี้ ชาวบ้านมักจะเตรียมเอง โดยการหมักข้าวเหนียวสุกกับแป้งเหล้า โดยหมักไว้ประมาณ 2 วัน ก็ได้เหล้าสาโท “เปรี้ยวๆ หวานๆ” ตามต้องการ
การปรุงหม้อ (ฮ่อม) นี้จะใช้เวลา 2-3 วัน โดยทุกวัน จะต้องเปิดมาคนดู เมื่อพื้นหม้อเป็นสีเหลือง แสดงว่า น้ำฮ่อมพร้อมใช้ได้แล้ว